วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา

นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษาเพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียนและช่วย

ให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย การใช้วีดีทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video)

สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น

นวัตกรรมทางการศึกษา

นวัตกรรมการเรียนรู้ สู่การศึกษา

นวัตกรรม Innovation digital Instructional media การศึกษาทางไกล สื่อการเรียนการสอน

ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ผนวกกับความพากเพียรอุตสาหะได้รังสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาในโลกอยู่ตลอดเวลา เราเรียกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ว่านวัตกรรมนวัตกรรมตรงกับคำว่า “innovation” ในภาษาอังกฤษ โดยที่ในภาษาอังกฤษคำกริยาว่า innovate นั้นมีรากศัพท์มาจากคำภาษาลาตินว่า innovare ซึ่งแปลว่า “to renew” หรือ ทำขึ้นมาใหม่ คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิด คิดว่านวัตกรรมเป็นคำที่เกี่ยวข้องเฉพาะสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในเรื่องนี้สมเด็จพระเทรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอธิบายไว้ในการแสดงปาฐกถาเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 มีใจความตอนหนึ่งว่า

“... คนเรานั้นจะต้องมี นวัตกรรม คือต้อง innovative หรือต้องรู้จักสร้างสรรค์ ต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ว่าก็ต้องสามารถปรับโลกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นอยู่หรือความพอใจความสุขสบายของตัวเองเหมือนกัน ต้องแก้ปัญหาด้วยความคิด พอทางหนึ่งตันก็ต้องหาทางใหม่ ไม่งอมืองอเท้ายิ่งใน ภาวะวิกฤต ยิ่งต้องการนวัตกรรม ซึ่งไม่เฉพาะแต่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นนวัตกรรมของทั้งระบบโดยรวม ตั้งแต่สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม...นวัตกรรมทางด้านการเรียนรู้ก็เช่นกัน จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยวิถีคิด ที่ออกนอกกรอบเดิมพอสมควร คือจะต้องออกนอกร่องหรือช่องทางเดิมๆที่เคยชิน เรียกได้ว่าจะต้องพลิกกระบวนทัศน์ (shift paradigm) ที่มีอยู่เดิมเกี่ยวกับการเรียนรู้เสียใหม่ จากที่เคยเข้าใจว่า การเรียนรู้ก็คือการศึกษาเพียงเพื่อให้ได้รู้ไว้ มาเป็นการเรียนรู้ที่นำมา ใช้พัฒนางาน พัฒนาชีวิต ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้แบบหลังนี้จึงเป็นความรู้ชนิดที่แนบแน่นอยู่กับงาน เกี่ยวพันอยู่กับปัญหา เป็นความรู้ที่มีบริบท (context-riched) ไม่ใช่ความรู้ที่อยู่ลอยๆ ไม่สัมพันธ์หรืออิงอยู่กับบริบทใดๆ (contextless) การเรียนรู้ตามกระบวนทัศน์ใหม่นี้จึงมักจะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาตัวโจทย์ขึ้นมาก่อนโดยใช้ปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงเป็นหลัก เรียกได้ว่ามีความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันทำให้เกิดการเรียนรู้นี้ขึ้น การเรียนรู้ประเภทนี้เรียกได้ว่า เป็นการเรียนรู้แบบอุปสงค์ หรือแบบต้องการ (demand-side learning) คือ มีความประสงค์ มีความต้องการที่จะทำอะไรบางอย่าง แล้วจึงเกิดการเรียนรู้ขึ้นมา ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบที่เราคุ้นเคยกันดีในระบบการศึกษา ที่มักจะเน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูไปสู่นักเรียน คือจากผู้รู้ไปสู่ผู้เรียน คือมีลักษณะ เป็นการเรียนรู้แบบอุปทาน หรือจัดหาให้ (supply-side learning) ซึ่งข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนของการเรียนรู้แบบนี้ก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นครูต้องคอยป้อน(ยัด) ความรู้เหล่านี้เข้าปาก(หัว) ผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา โดยมักจะใช้การประเมิน การวัดผล หรือการสอบ เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ผลักหรือดันให้คนหันมาสนใจ ตั้งใจเรียน การเรียนรู้แบบนี้ครูจึงมีหน้าที่หลักในการผลักหรือ “push” ให้เกิดการเรียนรู้ มากกว่า ที่จะปล่อย ให้ผู้เรียนฉุดหรือดึง” (pull) ตัวเองไปโดยใช้ความสนใจหรือความต้องการที่จะเรียนรู้เป็นตัวดึง ซึ่งก็คือแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาออกแรงผลัก ออกแรงดันดังเช่นที่ทำกันอยู่ในทุกวันนี้

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ประวัติส่วนตัว




ชื่อ : ณัฐวิภา แดงน้อย


ที่อยู่ : 433/10 ถ.ศรีสุริยวงศ์ ต.หน้าเมือง
อ. เมือง จ. ราชบุรี 70000.


การทำงาน : ครูเด็กเล็ก
(ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองราชบุรี)


การศึกษา : ปริญญาตรี บธ.บ (การบริหารทรัพยากรมนุษย์)
มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง


ปัจจุบัน : กำลังศึกษาต่อประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
ณ. ศูนย์ราชโบริกานุเคราะห์ รุ่นที่ 10 เลขที่ 25

ความหมายของเทคโนโลยี


เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์และสังคมให้มี
ความเจริญงอกงามในทุกๆ ด้าน ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
กระบวนการให้การศึกษาได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับมนุษย์และสังคมแต่ละยุคสมัย
มาโดยตลอด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาได้พยายามคิดค้นหาวิธีใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนา
กระบวนการทางการศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนทำให้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้า
มาช่วยในวงการศึกษาและงานสาขาต่าง ๆ มากมาย

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเพิ่มประสิทธิภาพการสอน


เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้จัดการสนเทศ
เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้และการดูแลข้อมูล โดยเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสามารในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ เช่นในการสอบแข่งขันที่มีผู้สอบจำนวนมาก ก็มีการใช้ดินสดระบายตามช่องที่เลือกตอบ หรือในห้องสมุดก็พบว่าหนังสือมีรหัสแท่งเช่นเดียวกัน การใช้รหัสแท่งเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บได้จะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นซีดี หรือเทป ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่นแยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล
3. การแสดงผลลัพธ์ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก เช่นสามรถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ เป็นต้น
4. การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การทำสำเนาจะทำได้ง่าย และทำได้เป็นจำนวนมาก
5. การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิ้ลใต้น้ำ ดาวเทียม เป็นต้น

การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การจัดการศึกษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหา 3 ประการคือ
1. จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาจำนวนผู้เรียนมากขึ้น ผู้เรียนไม่มีที่เรียน ขาดแคลนผู้สอบ
2. การเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้ระบบการจัดการศึกษาต้องเปลี่ยน เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ประชาชน
3. การเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษา ซึ่งมีผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและวิชาการใหม่ ๆ

จากเหตุผลดังกล่าว การที่ครูผู้สอน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในด้านการสอนจะเพิ่มประสิทธิภาพได้มากเพราะ
1. เทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำให้ครูผู้สอนมีเวลามากขึ้น เพราะมันมีความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลได้มากและรวดเร็วแม่นยำ
2. เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถตอบสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ตอบสอนงความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนได้ดี
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ครูสามารถจัดทำสื่อการเรียน การสอน เช่นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ซีดีรอม ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ อยากเรียนรู้ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น
4. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เช่น การเรียนรู้ด้วยตนจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์
5. เทคโนโลยีทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ทุกคนมีโอกาสที่จะศึกษาได้หลายรูปแบบ เช่นการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย


สรุป

ได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเพิ่มประสิทธิภาพการสอนให้กับครู เพราะครูมีเวลามากขึ้น ลดขั้นตอนในการทำงาน สามารถคิดค้นสื่อการเรียน การสอนที่ทันสมัย ตรงกับความสนใจ และความแตกต่างของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเรียนรู้ ส่งผลให้เยาวชนไทยมีคุณภาพด้านการศึกษาที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพด้านการศึกษาที่ได้มาตรฐาน ประเทศชาติก็สามารถพัฒนาไปได้ สังคมก็จะอยู่ร่วมกั้นยอย่างเป็นสุข